โคมไฟเสี่ยงทาย พิธีกรรมต่ออายุของขงเบ้ง

“โคมไฟเสี่ยงทายเป็นของไร้ประโยชน์”“โคมไฟเสี่ยงทาย” เป็นพิธีกรรมต่ออายุของขงเบ้ง ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งขงเบ้งนำกองทัพบุกวุยก๊กครั้งสุดท้าย ซึ่งในเวลานั้นขงเบ้งเริ่มล้มป่วยเจ็บกระออดกระแอด พอแหงนมองดาวบนฟ้า เห็นดาวประจำตัวริบหรี่ ก็รู้ว่าอายุขัยของตนจะหมดสิ้นแล้ว      ขงเบ้งจึงสั่งให้เกียงอุย ลูกศิษย์คนโปรดจัดทหารสี่สิบเก้าคน ให้ห่มเสื้อขาวใส่หมวกขาวถือธงขาวล้อมตัวไว้ แล้วนิ่งทำการอยู่ในม่าน เฉพาะแต่เวลากลางคืน ตั้งใจจะให้ครบเจ็ดวัน หากทำสำเร็จก็จะมีอายุสืบไปได้อีกสองปี แต่ถ้าเพลิงในโคมดับ ก็แสดงว่าจะถึงแก่ความตาย      ระหว่างทำพิธี ขงเบ้งร่ายมนต์คาถา อาราธนาเทวดาตั้งแต่ค่ำยันรุ่งว่า  “ตัวข้าพเจ้าชื่อจูกัดเหลียงคือขงเบ้ง เอากำเนิดมาในหว่างแผ่นดินจลาจล พระเจ้าเล่าปี่มีความอุตส่าห์ไปหาข้าพเจ้าถึงสามครั้งก็ได้มาช่วยทำการทำนุ บำรุงแผ่นดิน พระเจ้าเล่าปี่นั้นมีพระคุณชุบเลี้ยงข้าพเจ้าถึงขนาด เมื่อพระองค์จะสวรรคตก็ได้สั่งการทั้งปวงไว้แก่ข้าพเจ้า แลข้าพเจ้าก็ได้คิดอ่านทำการสงครามหวังจะกำจัดศัตรูแผ่นดิน แลการทั้งนี้ก็ไม่สำเร็จ บัดนี้เห็นดาวสำหรับตัวข้าพเจ้าเสร้าหมอง จะถึงกำหนดอายุอยู่แล้ว ตัวข้าพเจ้าตั้งใจทำการบำรุงพระมหากษัตริย์ก็ยังไม่สำเร็จ ขอเทพดาทั้งปวงจงให้กำลังแลชีวิตข้าพเจ้าไว้ก่อน จะได้ช่วยป้องกันดับร้อนอาณาประชาราษฎรสืบไป”      ขงเบ้งทำเช่นนี้ ซ้ำอยู่จนถึงคืนที่หก สุมาอี้ดูดาว เห็นดาวขงเบ้งใกล้เริ่มสิ้นแสง ก็รู้ว่าขงเบ้งกำลังจะตาย สุมาอี้จึงสั่งให้ทหารออกมาท้ารบ      อุยเอี๋ยนเห็นทหารข้าศึกร้องท้าทายอยู่หน้าค่าย ก็ทนไม่ได้ รีบวิ่งเข้าไปในกระโจม ทำให้สะดุดโคมใหญ่ล้มดับไป      ขงเบ้งเห็นเป็นเช่นนั้น ก็ได้แต่ร้องทอดถอนใจว่า “ความตายนี้เปนบุราณกรรม ถึงมาทว่าจะคิดอ่านแก้ไขประการใดก็ไม่พ้น […]

4 วิธีที่ขงเบ้งใช้ครองใจคน

“เคล็ดวิชาจากตำราพิชัยสงครามขงเบ้ง ว่าด้วยการเป็นที่ยอมรับ โดยใช้หลักสี่ประการ””ตำราพิชัยสงครามขงเบ้ง” บทที่ 24 ได้กล่าวถึงกลวิธีในการก้าวขึ้นสู่การเป็นยอดขุนพล ว่าการเป็นผู้นำที่ดีนั้น จำต้องกระทำตนให้เป็นที่ยอมรับของผู้ตาม ด้วยหลักสี่ประการ ซึ่งขงเบ้งได้ระบุให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ว่า      “ทหารในกองทัพนั้นจะเป็นทหารที่เข้มแข็งเกรียงไกร ยามออกรบก็จะมีชัย ยามรุกประจันก็หารู้พ่าย”      เคล็ดวิชาทั้ง 4 ประการนั้น มีดังนี้ 1. ยุทธวินัย      ถ้าหากเราได้ฝึกทหารให้รุกรบ และการถอยหลบหลีกตามกลยุทธ์ ทหารจะรู้ยุทธวินัย เชื่อฟังคำบัญชา  2. จริยธรรม      ถ้าหากเรากล่อมเกลาจิตใจทหารด้วยศีล คุณธรรม และความเมตตา ทหารจะมีจริยธรรมเป็นคุณสมบัติประจำตัว 3. วิจารณญาณ      ถ้าหากเราปลูกฝังวิจารณญาณแก่ทหาร ทั้งนี้พวกเขาจะรู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว ยืนหยัดต่อสู้กับฝ่ายอธรรม และตักเตือนกันและกัน  4. สัจจะ     ถ้าหากเราสามารถรักษาความศักดิ์สิทธิ์แห่งการปูนบำเหน็จความดีความชอบ และการลงโทษตามกฎอัยการศึกอย่างเที่ยงธรรม ทหารทุกคนย่อมจะช่วยกันรักษาสัจจะ      แลนี่คือสี่หลักใหญ่แห่งการปกครองคน เมื่อหลักใหญ่ยึดมั่นแล้ว หลักย่อยย่อมปฏิบัติได้ง่าย ยามออกรบจึงจักได้ัยชนะ ยามบุกจึงบำราบข้าศึกลงได้      ในทางกลับกัน ผู้นำที่โง่เขลาก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เวลาทหารถอยก็มิอาจทำให้หยุด […]

พ่อรวยสอนลูก ฉบับ โจโฉ

“พ่อรวยสอนเรื่องเงิน โจโฉสอนให้ลูกคิดแบบผู้นำ”     โจโฉ จอมคนแห่งยุคสามก๊ก ผู้ปกครองอาณาจักรวุย เป็นอัจฉริยบุคคล เชี่ยวชาญความรู้ทั้งบุ๋นและบู๊ ในวรรณกรรมสามก๊ก โจโฉถูกมองเป็นตัวร้าย ขุนนางเจ้าเล่ห์ ผู้แอบอ้างราชโองการ เป็นทรราชผู้อยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์      ถึงแม้ว่าในวรรณกรรม จะเขียนให้โจโฉเป็นผู้ร้าย แต่ในแง่ของความเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหาร การเมือง การปกครอง ไม่มีใครปฏิเสธเลยว่า โจโฉคือสุดยอดผู้นำแห่งยุค      ในด้านครอบครัว โจโฉก็ทำได้ดีมาก เขามีวิธีการสอนลูก ๆ อย่าง โจผี โจเจียง โจสิด โจหิม ที่น่าสนใจ เป็นการส่งต่อความยิ่งใหญ่ จากรุ่นสู่รุ่น หากเป็นสมัยนี้ก็คงเป็นแนวตำรา พ่อรวยสอนลูก ที่คนในวงการธุรกิจรู้จักกันดี      โจโฉ มีวิธีการอบรม สั่งสอน และทดสอบลูก ๆ ตามแนวทาง “พ่อรวยสอนลูก ฉบับ โจโฉ” ดังนี้ 1. แสดงออกอย่างเหมาะสม      โจโฉ […]

สุดยอดคำคม จากขงเบ้ง ยอดกุนซือแห่งจ๊กก๊ก

ขงเบ้ง หรือ จูกัดเหลียง มีอุปนิสัยและความคิดที่ฉลาดปราดเปรื่อง รอบรู้สรรพวิชาอย่างแตกฉานทั้งวิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ การเมืองการปกครอง การทูต คุณธรรม ใจคอเยือกเย็นมีเมตตา ชอบอวดอ้างและลองดีกับผู้ที่มีนิสัยกล่าวโอ้อวดตนเอง อุดมด้วยวาทะศิลป์ ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบกับชาวบ้านที่เชิงเขาโงลังกั๋ง โดยช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาต่าง ๆ จนเป็นที่นับถือของชาวบ้าน วันนี้เราจึงนำข้อคิดดีๆที่ขงเบ้งได้เคยกล่าวไว้มาฝากเพื่อนๆกันเลย 1. ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไรคุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น 2. เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน” 3. นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ 4. ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด 5. ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด 6. ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น 7. ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี 8. ไม้คดใช้ทำขอเหล็กงอใช้ทำเคียว แต่ คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย 9. เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิดเดินหมากชีวิต จะไม่คิดได้อย่างไร 10. เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขาเพราะถ้าท่านเป็นเขา และตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขาท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้ 11. การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น 12. […]

คุณทำเต็มที่ แล้วหรือยัง???

เคยไหมที่เคยบ่นน้อยใจในโชคลาภวาสนาของตัวเอง เคยไหมที่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกับชะตาชีวิตที่ไม่เทียบเท่าคนอื่น เคยไหมที่รู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม…. และพอคิดแล้วถามหน่อยมันสบายใจขึ้นไหม หรือชีวิตมันดีขึ้นหรือเปล่า?! ถ้าไม่….จะคิดเพื่อ??!! คุณ.. ทำ..เต็มที่ แล้วหรือยัง???             คนเรามักเป็นอย่างนี้ โทษคนอื่น โทษนั่นนี่ โทษดินฟ้า โทษกำพืด โทษพ่อแม่ โทษเพื่อน โทษพี่น้อง โทษคนรัก โทษเพื่อนร่วมงาน โทษเจ้านาย โทษลูกน้อง แต่ไม่เคยหันมามองดูตัวเอง            เพราะคนนั้นทำอย่างนั้น เพราะเขาเกิดมาอย่างนี้ เจ้านายรักคนนั้นมากกว่าเรา ลำเอียง ไม่เคยเห็นความสำคัญ เราไม่มีค่า ไม่มีตัวตน เราถูกมองข้ามเราไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่ได้เงินเดือนขึ้น ไม่ได้โบนัสเหมือนคนอื่นเขาเพราะเจ้านายไม่รัก ทำดีไม่ได้ดี จับกลุ่มนินทาสุมหัว และอยากจะรู้ว่าคนอื่นได้เงินเท่าไหร่ ได้มากกว่าเราไหม ทำไมมันได้มากกว่าเรา ทำเพื่อ….???           ทำแล้วเงินเราได้เยอะขึ้นไหม ทำแล้วงานเราดีขึ้นหรือเปล่า ทำแล้วเจ้านายเห็นผลงานที่ทำใช่ไหม ทำแล้วเราสบายใจสุดๆ ถ้าไม่….มันก็เสียเวลามาก!         […]

ซุยเป๋ง : ไทยเฉย Idol

เกิดมาเป็นคนทุกวันนี้ก็สุดแต่บุญและกรรม จะหักวาสนานั้นไม่ได้“ไทยเฉย” คือคำที่ประดิษฐ์ขึ้นและได้ยินกันบ่อยครั้งในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา คำ ๆ นี้ เกิดขึ้นในการชุมนุมประท้วง ต่อต้านต่าง ๆ โดยใช้เรียกกลุ่มคนที่วางตัวเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง หรือไม่สนใจจะเข้าร่วมกลุ่มการชุมนุมนั้น ๆ ก้ำกึ่งระหว่างการเชิญชวนและเหน็บแนมว่า “ไทยเฉย” คือผู้ที่ไม่รู้สึกรู้สา เห็นแก่ตัว และไม่เอาใจใส่ต่อสถานการณ์การเมือง      ในเรื่องสามก๊กก็มีพวก “ไทยเฉย” หลายคน ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นนักปราชญ์กลุ่มของอาจารย์แว่นน้ำสุมาเต็กโช เช่นซุยเป๋ง โจ๊ะก๋งหงวน และเบงคงอุย แต่ไทยเฉยที่โดดเด่นที่สุดคือ “ซุยเป๋ง” เพราะทัศนคติทางการเมืองของเขาโดดเด่น ซื่อตรง และเป็นสัจธรรม จนนักอ่านสามก๊กหลายท่าน พร้อมใจกันยกย่องว่าเป็น “ยุทธศาสตร์ซุยเป๋ง”      บ้างก็ว่า “ยุทธศาสตร์ซุยเป๋ง” ลึกล้ำและเหนือชั้นกว่า “ยุทธศาสตร์หลงจง” หรือแผนการรวมแผ่นดินของขงเบ้งเสียอีก ประวัติย่อของซุยเป๋ง ซุยเป๋ง (Cui Zhouping, 崔州平) เป็นชาวเมืองพักเหลง (Boling) เป็นบุตรของซุยเลี่ย (Cui Lie, 崔烈) มีพี่ชายหนึ่งคนชื่อว่าซุยจุ๋น (Cui Jun, 崔鈞) ซุยเลี่ยเป็นขุนนางใหญ่ในสังกัดของตั๋งโต๊ะ ส่วนซุยจุ๋นเป็นนายทหารของอ้วนสุด ซุยเลี่ยกับซุนจุ๋นสองพ่อลูกไม่ค่อยลงรอยกัน เพราะซุยจุ๋นไม่เห็นด้วยที่ซุยเลี่ยใช้เงินซื้อตำแหน่งจากตั๋งโต๊ะ นอกจากนี้ ซุยจุ๋นยังเคยร่วมอยู่ในกลุ่ม 18 หัวเมือง ใต้สังกัดของอ้วนสุด ในการปราบตั๋งโต๊ะ ผู้ที่บิดาของเขารับใช้อยู่      ซุยเลี่ยตายในปี ค.ศ.192 จากภัยการเมืองหลังปราบตั๋งโต๊ะ ส่วนซุนจุ๋นเงียบหายไปไม่เหลือร่องรอยใด […]

การพัฒนาตนเองจากความขี้เกียจ

มีหลายคนที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง พัฒนาตนเอง ต้องเคยคิดหรือรู้สึกว่าเจ้าความขี้เกียจของเรานี่มันช่างเป็นตัวขัดขวางให้เราไม่พัฒนาเสียจริงๆ ทั้งที่มีความตั้งใจเริ่มต้นไว้ดิบดีแล้วก็ตาม.. เขาถึงได้บอกว่าการพัฒนาตนเองนั้นเราต้องมีเป้าหมาย มีแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ เพราะเมื่อใดเกิดขี้เกียจขึ้นมา ท้อขึ้นมา ก็จะได้แรงเหล่านี้เป็นตัวผลักให้หลุดจากความท้อ ความขี้เกียจไปได้ ซึ่งปัญหามันก็มีต่อว่า แม้ได้รับแรงผลักที่ดี บางทีผ่านไปไม่นาน มันก็ยังขี้เกียจอยู่ดี.. อาจด้วยเพราะเจออุปสรรค หมดแรงจูงใจก็ตาม คงไม่จำเป็นต้องมัวไปหาสาเหตุที่คนเราขี้เกียจ เพราะไม่ว่าจะจากเหตุไหนอย่างไรมันก็คงไม่ดี โดยอย่างยิ่งกับหลายสิ่งที่เราต้องการผลลัพธ์เป็นความสำเร็จ มันคงไม่สำเร็จได้โดยง่ายบนภาวะเช่นนี้ สำหรับผมแล้วมีแนวคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า อะไรที่เรารู้ว่ามันไม่ดี แต่เอาชนะมันไม่ได้ ตัดมันไม่ได้ เราก็ต้องปรับหรือเปลี่ยนเพื่ออยู่กับมันให้ดีให้ได้ เหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอไม่มีอะไรเลวร้ายไปเสียหมด ความขี้เกียจก็เช่นกัน และมันต้องเริ่มจากการ “เปลี่ยนทัศนคติ” เปลี่ยนความคิด ไปในด้านที่ควรจะเป็น เหมือนเช่น ความขี้เกียจที่มันก็มีดีของมันอยู่ ดังแง่คิดต่อไปนี้ ก็เพราะขี้เกียจเดิน เราจึงมีรถใช้? ขี้เกียจจึงหาทางลัด นี่เป็นจุดแข็งของความขี้เกียจเลยทีเดียว ผมเป็นคนหนึ่งที่บ่อยครั้งขี้เกียจทำอะไรๆ ในแบบที่ เขาว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งบางทีมันมีกระบวนการที่ไม่จำเป็นเอาเสียเลย จนมันจึงกลายเป็นเรื่องที่ยาก (เพราะหลายขั้นตอน) ไปเลยก็มี จึงชอบที่จะหาทางลัดและทำมันให้สำเร็จโดยเร็ว หรือไม่เช่นนั้นก็หาวิธีช่วย หรือ เครื่องมือช่วยทำให้ขั้นตอนต่างๆ เร็วขึ้น ง่ายขึ้น อะไรก็ตาม ผมเชื่อว่า หลายๆ นวัตกรรมก็เกิดจากความขี้เกียจคล้ายกันแบบนี้แหละ […]

โลกสองใบ ในชีวิตประจำวัน

การจัดการโลกสองใบในชีวิตประจำวันให้มีความสมดุลทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเมื่อคุณจัดการผิดชีวิตคุณอาจเปลี่ยน แต่หากคุณจัดการโลกสองใบนี้ได้ดี ชีวิตคุณก็จะพบแต่ความสุข หากมองเข้าไปให้ลึกถึงความคิดในสมองของคนเราในแต่ละวัน มันอาจจะดูเหมือนมีดวงไฟหลาย ๆ ดวง ที่ส่องแสงวิบวับสลับกันไปมาตลอดวัน คิดโน่นคิดนี่มากมายเต็มไปหมด และไม่ว่าคุณจะมีบุคลิคลักษณะนิสัยอย่างไร เชื่อได้เลยว่าทุกคนย่อมมีมุม ๆ หนึ่งที่คุณสร้างขึ้นมาเพื่อเป็น “โลกส่วนตัว” ให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นโลกที่คุณคิดว่ามันปลอดภัย รู้สึกผ่อนคลายสบาย ในความรู้สึกที่คุณอยากให้เป็น “เมื่อคุณก้าวเข้ามาอยู่ในโลกส่วนตัว ที่คุณสร้างขึ้น มันเปรียบเสมือนกับการอยู่ใน Comfort Zone ทำให้คุณรู้สึกสบาย ปลอดภัย ไม่อึดอัด เป็นโลกอีกใบหนึ่งที่ทำให้คุณมีความสุข ในแบบที่คุณอยากเป็น ซึ่งแต่ละคน ก็มีการสร้างโลกส่วนตัวในรูปแบบที่แตกต่างกันไป และในโลกใบนั้น…อาจมีคุณอยู่แค่เพียงคนเดียว หรือจะอนุญาตให้ใครเข้ามาอยู่ร่วมด้วยก็ได้ เพราะมันเป็นสิทธิ์ในโลกของคุณ” ในความเป็นจริงแล้ว คนเราสามารถสร้างโลกส่วนตัวได้อย่างไม่จำกัด บางคนอาจจะมีโลกหลาย ๆ ใบในตัวคนคนเดียวกัน ซึ่งโลกในแต่ละใบนั้น อาจจะมีอยู่จริงหรือเป็นโลกที่เป็นเพียงแค่โลกในจินตนาการ ก็แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนที่คิดจะสร้างขึ้นมาช่วงนี้ กระแสของโลกสองใบกำลังมาแรง ต้องขอออกตัวก่อนว่า ไม่ขอพาดพิงเรื่องราวที่เป็นที่มาของเรื่องนี้นะคะ แต่อยากจะแสดงให้เห็นถึงคำ ๆ นี้ ในอีกแง่มุมหนึ่งเท่านั้นเอง หากมองกลับมาในภาพของพนักงานประจำ ทุกวันนี้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็มีโลกสองใบเช่นกัน (เอ…หรือมากกว่านั้นนะ) เมื่อคุณอยู่ในออฟฟิศหรือที่ทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งใด […]

20 คำคม จากตัวละครเอกเรื่อง สามก๊ก

 “คำคม สามก๊ก สำนวนเจ้าพระยาพระคลัง (หน)” “20 คำคม โดน ๆ จากตัวละครเอกเรื่อง สามก๊ก” รวมคำคมจากตัวละครเอกในเรื่อง สามก๊ก (Romance of the Three Kingdoms) 20 คน อาทิเช่น โจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน ขงเบ้ง สุมาอี้ จิวยี่ กวนอู เตียวหุย ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นคำพูดที่เสริมสร้างแรงบันดาลใจ เตือนสติ การวางตัว แนวทางการทำงาน การปกครอง แนะหนทางไปสู่ความสำเร็จ      คำคมสามก๊ก ทั้ง 20 ข้อนี้จะเป็นข้อคิด อันเป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน แหล่งที่มา : สามก๊กวิทยา

“สามก๊ก” กับข้อคิดในการสัมภาษณ์งาน

มีนักบริหารหลายท่านเคยกล่าวไว้ว่า การอ่านหนังสือสามก๊กหรือพิชัยสงครามนั้น นอกจากจะได้รับความสนุกสนานตามอรรถรสของพงศาวดารการสงครามที่ยิ่งใหญ่และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยการใช้ภูมิปัญญาทุกแขนงทั้งในทางการเมือง การทหาร ตลอดจนเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายสารพัดสารพันแล้ว การอ่านสามก๊กยังสามารถส่งเสริมให้ผู้อ่านซึมซับเอาเอาศาสตร์ความรู้ บทเรียน วิธีคิด วิธีปฏิบัติ ตลอดจนการตัดสินใจ และผลของการตัดสินใจในรูปแบบต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจในยุคปัจจุบันได้อย่างเห็นผลหลายคนกล่าวต่อไปอีกว่า ไม่เพียงแต่ในเรื่องของการบริหารจัดการทางธุรกิจที่จะสามารถนำเอาประโยชน์จากพงศาวดารสามก๊กไปประยุกต์ใช้ได้เท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในแง่ของการดำเนินชีวิต การทำงาน การคิด และการตัดสินใจ ถ้าผู้อ่านรู้จักเอาไปประยุกต์ใช้ในทางที่ดี ก็ย่อมจะเกิดประโยชน์แก่ตนเองได้ไม่มากก็น้อย ในการสอบสัมภาษณ์งานก็เช่นกัน บางคนมองว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่ต่างกับการออกศึกสงครามย่อยครั้งแรกๆในการเริ่มต้นชีวิตการทำงานชนิดหนึ่ง ดังนั้นในวันนี้เราจึงขอยกเอาข้อคิดและบทเรียนบางประการจากสามก๊ก และพิชัยสงครามมาทดลองปรับใช้เป็นหลักปฏิบัติในการเข้าสอบสัมภาษณ์งานกันดูว่า จะเป็นประการใด “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไม่พ่าย”บางคนอาจจะคุ้นหูกับคำว่า “รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” มากกว่า แต่ในบางมุมมองแล้ว รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไม่พ่าย ดูจะน่ามีเหตุและผลที่กว้างขวางกว่า เพราะบางกรณีการอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พ่ายแพ้ก็ถือว่าอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นชนะคะคานกันเด็ดขาดปราศจากการเปิดทางให้ถอยหรือผูกมิตรกันไว้ สำหรับการสอบสัมภาษณ์งาน ผู้ที่จะสมัครหรือสัมภาษณ์งานเองก็ควรที่จะรู้เขาและรู้เราไว้บ้างเพื่อความพร้อม “รู้เขา” ก็คือ มีความรู้ที่เกี่ยวกับบริษัทที่จะไปสมัครสัมภาษณ์งานนั้นบ้างพอสมควร กล่าวคือคงไม่ใช่แค่รู้แค่ว่านั่งรถประจำทางสายอะไรจะไปได้ถึงก็พอแค่นั้น แต่ควรเป็นการรู้ถึงประวัติความเป็นมาของบริษัท สินค้าหรือบริการที่มี และความคาดหวังที่บริษัทมีต่อตำแหน่งงานที่เรากำลังจะไปสมัคร เป็นต้นส่วน “รู้เรา” ก็คือรู้ว่าเรามีข้อดีข้อเสียอะไร ควรจะนำเสนอข้อดีหรือจุดแข็ง รักษาจุดอ่อนให้ไม้เปิดกว้างจนเพลี่ยงพล้ำ เช่นถ้ามีประสบการณ์การทำงานมาแล้วโชกโชนก็เล่าให้เขาฟังโดยละเอียด แต่ถ้าอ่อนภาษาและหากเขาถามก็อาจจะบอกตามตรงว่ากำลังหมั่นเพียรเรียนเพิ่มเติม “อ่อนน้อมและอดทน” ฮั่นสินเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ปรีชาสามารถ ทำศึกใหญ่น้อยชนะสิ้นจนนำแผ่นดินมามอบไว้ใต้เบื้องบาทเล่าปังได้สำเร็จ เป็นพระเจ้าฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น […]