โคมไฟเสี่ยงทาย พิธีกรรมต่ออายุของขงเบ้ง

“โคมไฟเสี่ยงทายเป็นของไร้ประโยชน์”“โคมไฟเสี่ยงทาย” เป็นพิธีกรรมต่ออายุของขงเบ้ง ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งขงเบ้งนำกองทัพบุกวุยก๊กครั้งสุดท้าย ซึ่งในเวลานั้นขงเบ้งเริ่มล้มป่วยเจ็บกระออดกระแอด พอแหงนมองดาวบนฟ้า เห็นดาวประจำตัวริบหรี่ ก็รู้ว่าอายุขัยของตนจะหมดสิ้นแล้ว      ขงเบ้งจึงสั่งให้เกียงอุย ลูกศิษย์คนโปรดจัดทหารสี่สิบเก้าคน ให้ห่มเสื้อขาวใส่หมวกขาวถือธงขาวล้อมตัวไว้ แล้วนิ่งทำการอยู่ในม่าน เฉพาะแต่เวลากลางคืน ตั้งใจจะให้ครบเจ็ดวัน หากทำสำเร็จก็จะมีอายุสืบไปได้อีกสองปี แต่ถ้าเพลิงในโคมดับ ก็แสดงว่าจะถึงแก่ความตาย      ระหว่างทำพิธี ขงเบ้งร่ายมนต์คาถา อาราธนาเทวดาตั้งแต่ค่ำยันรุ่งว่า  “ตัวข้าพเจ้าชื่อจูกัดเหลียงคือขงเบ้ง เอากำเนิดมาในหว่างแผ่นดินจลาจล พระเจ้าเล่าปี่มีความอุตส่าห์ไปหาข้าพเจ้าถึงสามครั้งก็ได้มาช่วยทำการทำนุ บำรุงแผ่นดิน พระเจ้าเล่าปี่นั้นมีพระคุณชุบเลี้ยงข้าพเจ้าถึงขนาด เมื่อพระองค์จะสวรรคตก็ได้สั่งการทั้งปวงไว้แก่ข้าพเจ้า แลข้าพเจ้าก็ได้คิดอ่านทำการสงครามหวังจะกำจัดศัตรูแผ่นดิน แลการทั้งนี้ก็ไม่สำเร็จ บัดนี้เห็นดาวสำหรับตัวข้าพเจ้าเสร้าหมอง จะถึงกำหนดอายุอยู่แล้ว ตัวข้าพเจ้าตั้งใจทำการบำรุงพระมหากษัตริย์ก็ยังไม่สำเร็จ ขอเทพดาทั้งปวงจงให้กำลังแลชีวิตข้าพเจ้าไว้ก่อน จะได้ช่วยป้องกันดับร้อนอาณาประชาราษฎรสืบไป”      ขงเบ้งทำเช่นนี้ ซ้ำอยู่จนถึงคืนที่หก สุมาอี้ดูดาว เห็นดาวขงเบ้งใกล้เริ่มสิ้นแสง ก็รู้ว่าขงเบ้งกำลังจะตาย สุมาอี้จึงสั่งให้ทหารออกมาท้ารบ      อุยเอี๋ยนเห็นทหารข้าศึกร้องท้าทายอยู่หน้าค่าย ก็ทนไม่ได้ รีบวิ่งเข้าไปในกระโจม ทำให้สะดุดโคมใหญ่ล้มดับไป      ขงเบ้งเห็นเป็นเช่นนั้น ก็ได้แต่ร้องทอดถอนใจว่า “ความตายนี้เปนบุราณกรรม ถึงมาทว่าจะคิดอ่านแก้ไขประการใดก็ไม่พ้น […]

พ่อรวยสอนลูก ฉบับ โจโฉ

“พ่อรวยสอนเรื่องเงิน โจโฉสอนให้ลูกคิดแบบผู้นำ”     โจโฉ จอมคนแห่งยุคสามก๊ก ผู้ปกครองอาณาจักรวุย เป็นอัจฉริยบุคคล เชี่ยวชาญความรู้ทั้งบุ๋นและบู๊ ในวรรณกรรมสามก๊ก โจโฉถูกมองเป็นตัวร้าย ขุนนางเจ้าเล่ห์ ผู้แอบอ้างราชโองการ เป็นทรราชผู้อยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์      ถึงแม้ว่าในวรรณกรรม จะเขียนให้โจโฉเป็นผู้ร้าย แต่ในแง่ของความเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหาร การเมือง การปกครอง ไม่มีใครปฏิเสธเลยว่า โจโฉคือสุดยอดผู้นำแห่งยุค      ในด้านครอบครัว โจโฉก็ทำได้ดีมาก เขามีวิธีการสอนลูก ๆ อย่าง โจผี โจเจียง โจสิด โจหิม ที่น่าสนใจ เป็นการส่งต่อความยิ่งใหญ่ จากรุ่นสู่รุ่น หากเป็นสมัยนี้ก็คงเป็นแนวตำรา พ่อรวยสอนลูก ที่คนในวงการธุรกิจรู้จักกันดี      โจโฉ มีวิธีการอบรม สั่งสอน และทดสอบลูก ๆ ตามแนวทาง “พ่อรวยสอนลูก ฉบับ โจโฉ” ดังนี้ 1. แสดงออกอย่างเหมาะสม      โจโฉ […]

ซุยเป๋ง : ไทยเฉย Idol

เกิดมาเป็นคนทุกวันนี้ก็สุดแต่บุญและกรรม จะหักวาสนานั้นไม่ได้“ไทยเฉย” คือคำที่ประดิษฐ์ขึ้นและได้ยินกันบ่อยครั้งในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา คำ ๆ นี้ เกิดขึ้นในการชุมนุมประท้วง ต่อต้านต่าง ๆ โดยใช้เรียกกลุ่มคนที่วางตัวเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง หรือไม่สนใจจะเข้าร่วมกลุ่มการชุมนุมนั้น ๆ ก้ำกึ่งระหว่างการเชิญชวนและเหน็บแนมว่า “ไทยเฉย” คือผู้ที่ไม่รู้สึกรู้สา เห็นแก่ตัว และไม่เอาใจใส่ต่อสถานการณ์การเมือง      ในเรื่องสามก๊กก็มีพวก “ไทยเฉย” หลายคน ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นนักปราชญ์กลุ่มของอาจารย์แว่นน้ำสุมาเต็กโช เช่นซุยเป๋ง โจ๊ะก๋งหงวน และเบงคงอุย แต่ไทยเฉยที่โดดเด่นที่สุดคือ “ซุยเป๋ง” เพราะทัศนคติทางการเมืองของเขาโดดเด่น ซื่อตรง และเป็นสัจธรรม จนนักอ่านสามก๊กหลายท่าน พร้อมใจกันยกย่องว่าเป็น “ยุทธศาสตร์ซุยเป๋ง”      บ้างก็ว่า “ยุทธศาสตร์ซุยเป๋ง” ลึกล้ำและเหนือชั้นกว่า “ยุทธศาสตร์หลงจง” หรือแผนการรวมแผ่นดินของขงเบ้งเสียอีก ประวัติย่อของซุยเป๋ง ซุยเป๋ง (Cui Zhouping, 崔州平) เป็นชาวเมืองพักเหลง (Boling) เป็นบุตรของซุยเลี่ย (Cui Lie, 崔烈) มีพี่ชายหนึ่งคนชื่อว่าซุยจุ๋น (Cui Jun, 崔鈞) ซุยเลี่ยเป็นขุนนางใหญ่ในสังกัดของตั๋งโต๊ะ ส่วนซุยจุ๋นเป็นนายทหารของอ้วนสุด ซุยเลี่ยกับซุนจุ๋นสองพ่อลูกไม่ค่อยลงรอยกัน เพราะซุยจุ๋นไม่เห็นด้วยที่ซุยเลี่ยใช้เงินซื้อตำแหน่งจากตั๋งโต๊ะ นอกจากนี้ ซุยจุ๋นยังเคยร่วมอยู่ในกลุ่ม 18 หัวเมือง ใต้สังกัดของอ้วนสุด ในการปราบตั๋งโต๊ะ ผู้ที่บิดาของเขารับใช้อยู่      ซุยเลี่ยตายในปี ค.ศ.192 จากภัยการเมืองหลังปราบตั๋งโต๊ะ ส่วนซุนจุ๋นเงียบหายไปไม่เหลือร่องรอยใด […]

“สามก๊ก” กับข้อคิดในการสัมภาษณ์งาน

มีนักบริหารหลายท่านเคยกล่าวไว้ว่า การอ่านหนังสือสามก๊กหรือพิชัยสงครามนั้น นอกจากจะได้รับความสนุกสนานตามอรรถรสของพงศาวดารการสงครามที่ยิ่งใหญ่และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยการใช้ภูมิปัญญาทุกแขนงทั้งในทางการเมือง การทหาร ตลอดจนเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายสารพัดสารพันแล้ว การอ่านสามก๊กยังสามารถส่งเสริมให้ผู้อ่านซึมซับเอาเอาศาสตร์ความรู้ บทเรียน วิธีคิด วิธีปฏิบัติ ตลอดจนการตัดสินใจ และผลของการตัดสินใจในรูปแบบต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจในยุคปัจจุบันได้อย่างเห็นผลหลายคนกล่าวต่อไปอีกว่า ไม่เพียงแต่ในเรื่องของการบริหารจัดการทางธุรกิจที่จะสามารถนำเอาประโยชน์จากพงศาวดารสามก๊กไปประยุกต์ใช้ได้เท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในแง่ของการดำเนินชีวิต การทำงาน การคิด และการตัดสินใจ ถ้าผู้อ่านรู้จักเอาไปประยุกต์ใช้ในทางที่ดี ก็ย่อมจะเกิดประโยชน์แก่ตนเองได้ไม่มากก็น้อย ในการสอบสัมภาษณ์งานก็เช่นกัน บางคนมองว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่ต่างกับการออกศึกสงครามย่อยครั้งแรกๆในการเริ่มต้นชีวิตการทำงานชนิดหนึ่ง ดังนั้นในวันนี้เราจึงขอยกเอาข้อคิดและบทเรียนบางประการจากสามก๊ก และพิชัยสงครามมาทดลองปรับใช้เป็นหลักปฏิบัติในการเข้าสอบสัมภาษณ์งานกันดูว่า จะเป็นประการใด “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไม่พ่าย”บางคนอาจจะคุ้นหูกับคำว่า “รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” มากกว่า แต่ในบางมุมมองแล้ว รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไม่พ่าย ดูจะน่ามีเหตุและผลที่กว้างขวางกว่า เพราะบางกรณีการอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พ่ายแพ้ก็ถือว่าอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นชนะคะคานกันเด็ดขาดปราศจากการเปิดทางให้ถอยหรือผูกมิตรกันไว้ สำหรับการสอบสัมภาษณ์งาน ผู้ที่จะสมัครหรือสัมภาษณ์งานเองก็ควรที่จะรู้เขาและรู้เราไว้บ้างเพื่อความพร้อม “รู้เขา” ก็คือ มีความรู้ที่เกี่ยวกับบริษัทที่จะไปสมัครสัมภาษณ์งานนั้นบ้างพอสมควร กล่าวคือคงไม่ใช่แค่รู้แค่ว่านั่งรถประจำทางสายอะไรจะไปได้ถึงก็พอแค่นั้น แต่ควรเป็นการรู้ถึงประวัติความเป็นมาของบริษัท สินค้าหรือบริการที่มี และความคาดหวังที่บริษัทมีต่อตำแหน่งงานที่เรากำลังจะไปสมัคร เป็นต้นส่วน “รู้เรา” ก็คือรู้ว่าเรามีข้อดีข้อเสียอะไร ควรจะนำเสนอข้อดีหรือจุดแข็ง รักษาจุดอ่อนให้ไม้เปิดกว้างจนเพลี่ยงพล้ำ เช่นถ้ามีประสบการณ์การทำงานมาแล้วโชกโชนก็เล่าให้เขาฟังโดยละเอียด แต่ถ้าอ่อนภาษาและหากเขาถามก็อาจจะบอกตามตรงว่ากำลังหมั่นเพียรเรียนเพิ่มเติม “อ่อนน้อมและอดทน” ฮั่นสินเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ปรีชาสามารถ ทำศึกใหญ่น้อยชนะสิ้นจนนำแผ่นดินมามอบไว้ใต้เบื้องบาทเล่าปังได้สำเร็จ เป็นพระเจ้าฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น […]

เจอเองถึงรู้! 5 ประสบการณ์ ที่จะทำให้คุณเป็น คนรักตัวเองมากขึ้น!!

วลาเจอเรื่องร้ายๆ ก็ขอให้คุณจงเข้มแข็ง และเรียนรู้ที่อยู่กับมันดีกว่า จงทำใจว่า ในชีวิตนี้เราไม่ได้จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ใจปรารถนาหรอก เก็บเรื่องราวต่างๆ มาเรียนรู้ให้ตัวเองได้แข็งแกร่งขึ้นดีกว่า วันนี้ จะพาคุณไปเจอเองถึงรู้! 5 ประสบการณ์ ที่จะทำให้คุณเป็น คนรักตัวเองมากขึ้น ประสบการณ์ ที่จะทำให้คุณเป็น คนรักตัวเองมากขึ้น… 1. โดนเท ไม่ว่าจะกับเพื่อน หรือกับแฟน มันก็มักจะกระทบต่อจิตใจของเราเสมอ เพราะพวกเขาเป็นคนที่เขารัก แรกๆ คุณก็อาจจะเสียใจ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งคุณก็จะคิดได้ว่า คนที่คุณควรแคร์จริงๆ ก็คือ ตัวเอง แล้วคุณจะเสียเวลาไปใส่ใจสนใจกับคนที่ไม่สนใจคุณทำไม เพื่อนไม่ได้มีแค่คนกลุ่มเดียว แฟนก็ไม่ใช่ว่าจะหาอีกไม่ได้อีก อยู่กับคนที่เขาดีต่อใจดีกว่า 2. ความรักห่วยๆ ไม่เลิกก็เหมือนเลิก อยู่ไปวันๆ ก็มีแต่ทะเลาะกัน จนสิ่งเหล่านี้มันทำให้คุณรู้สึกเฉยชา ไม่ใส่ใจกันและกัน และท้ายที่คุณคุณก็จะพบว่า ความอดทนไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกๆ ปัญหา อดทน ต้องอดทนให้ถูกเรื่อง ไม่งั้นมันจะเสียเวลาและไร้ค่าเปล่าๆ 3. คนที่เขามาเพื่อหวังผล ไม่ว่าจะหวังอะไรก็แล้วแต่ เงินทอง การงาน เรื่องความสัมพันธ์ ปากก็พูดดี แต่ใจก็อีกอย่าง เชื่อเถอะว่าเราทุกคนคงเคยเจอคนประเภทนี้กันทั้งนั้น แรกๆ ก็อาจจะโกรธอยู่หรอก แต่ในอนาคตเชื่อสิว่า คุณจะต้องขอบคุณคนเหล่านี้ที่ให้บทเรียนดีๆ แก่คุณ 4. ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว […]

ดูแลผิวอย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดช่วงหน้าร้อน

แดดเมืองไทยเป็นอะไรที่สุดๆ จริงๆค่ะ แค่เดินออกจากบ้านไปเซเว่นหน้าปากซอยก็ไหม้เกรียมกันแล้ว เป็นแบบนี้แล้วจะไม่ให้ดูแลผิวได้ยังไงล่ะจริงไหม? เคล็ดลับผิวพรรณสุขภาพดีเนี่ย นอกจากการกินอาหาร การใช้สกินแคร์แล้ว ยังอยู่ที่การปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยนะ – อย่าละเลยการทาครีมบํารุงผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งปกป้องแสงแดดด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่เหมาะสมกับกิจกรรมที่ทํา อย่าลืมทาครีมบํารุงและครีมกันแดดที่ผิวลําคอด้วย แนะนำให้ทาไล่ย้อนจากด้านล่างขึ้นมายังปลายคางอย่างเบามือ – ต้องทําความสะอาดผิวอย่างหมดจดเสมอ รู้ไหมว่าคราบสิ่งสกปรก ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะ ฝุ่นควัน เครื่องสําอาง ล้วนมีส่วนทําให้ผิวมีปัญหาต่างๆตามมา ทั้งสิวอุดตัน ริ้วรอย ความหมองคล้ำไม่สดใสของผิว การสะสมของเชี้อแบคทีเรีย ฯลฯ อย่าอ้างว่าเวลาน้อย อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา อย่าอ้างว่าไม่เป็นไรผิวยังดีอยู่ – หลีกเลี่ยงแสงแดดแผดร้อนในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะเวลา 10.00 – 14.00 น. หากจําเป็นต้องเผชิญแสงแดด อย่าลืมทาครีมกันแดด – สวมเสื้อผ้าที่ช่วยปกปิดผิว สวมแว่นกันแดด หมวกปีกกว้าง และทาครีมกันแดดซ้ำทุกสองชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ผิวรอบดวงตาแสนบอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ควรหาอายส์ครีมที่บํารุงล้ำลึก คอยเติมความชุ่มชี่นให้ผิวส่วนนี้อยู่เสมอ ควรใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆในการทาครีม เพื่อลดแรงกดและการเสียดสีผิวบริเวณรอบดวงตาด้วย การทาครีมบํารุงผิวรอบดวงตาอย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดบริเวณผิวรอบดวงตาให้ทํางานได้ดียิ่งขึ้น – การนอนหลับพักผ่อนคือหัวใจสําคัญของความงาม ในช่วงเวลาที่ร่างกายหยุดกระบวนการต่างๆ ผิวก็จะทําการซ่อมแซม สร้างเซลล์ของตัวเองเช่นกัน แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องหลับสนิทจริงๆเท่านั้นนะ การหลับๆตื่นๆ หรือนอนกลางวัน ไม่มีผลต่อผิวพรรณความงามนะคะ นอกจากนี้ วิตามินซียังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผิวพรรณสดใส […]

คิดให้ดี ก่อนโพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก

พวกเธอเคยมีเพื่อนที่ชอบแคปแชทมาลงเฟสบุ๊คไหม ชอบเขียนว่าคนอื่น หรือเวลาโมโหชอบเขียนประจานบน Facebook เวลาเธอเห็น เธอรู้สึกยังไง มนุษย์ทุกคนมีอารมณ์ โกรธ โมโห ไม่พอใจ เป็นธรรมดา แต่เวลาที่เราทำอะไรตอนโมโหนั้น มันมักเป็นการกระทำที่ขาดสติและความยั้งคิด เพราะตอนนั้นเราโกรธ เราก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ขอให้ได้ระบาย ให้ได้พ่นออกไปเป็นพอแต่พวกเธอรู้ไหม อารมณ์เพียงชั่วครู่ ที่เธอตัดสินใจทำอะไรโดยขาดสติ ทำให้เธอต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง  1.สูญเสียสติ และเมื่อมีครั้งแรก ครั้งที่ 2 3 4 ก็จะเกิดง่ายขึ้น จนเป็นความชิน และเธอก็จะทำสิ่งนั้นจนเป็นปกติ โดยไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นมันผิดแปลกยังไง เพราะว่าทำทีไร ก็รู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย โล่ง เหมือนได้ระบายออก จึงทำบ่อยเมื่อรู้สึกโกรธ 2. สูญเสียความสุขที่ควรจะได้รับจากคนรอบข้าง เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ที่มักอยากอ่านเรื่องราวดีๆ เรื่องราวที่ทำให้มีความสุข สบายใจ แต่เมื่อเธอโพสต์สิ่งเหล่านี้ลงไป แทนที่คนรอบข้างเธอจะได้อ่านหรือรับรู้เรื่องราวดีๆ แล้วเค้าจะมีความสุข เพื่อจะได้มาแบ่งปันความสุขให้เธอด้วยการมาเขียนข้อความให้กำลังใจ หรือเขียนข้อความดีๆ ให้เธอได้มีความสุขไปด้วย เค้ากลับไม่อยากอ่าน และไม่กล้าที่จะคุยกับเธอ เพราะเค้าก็กลัวว่าเธอมีปัญหาอะไรไหม ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาคุยกับเธอ 3.สูญเสียภาพลักษณ์ เพราะการที่เธอทำแบบนั้น คนที่จะถูกมองไม่ดี […]

ข้อคิดดีๆ ในการทำงาน

1. แผนการเกษียณอายุเป็นการป้องกันชีวิตตัวเองตกต่ำไม่ให้ตกถึงขีดสุด การวางแผนชีวิตตัวเองเรื่องการเกษียณคล้ายๆ กับการทำประกันชีวิต ถ้าวันหนึ่งคุณไม่อยู่ในสภาพที่จะทำงานได้อีกต่อไปคุณจะทำยังไง คุณจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงตัวในวันที่คุณทำงานไม่ได้ คนส่วนใหญ่ทำงานทั้งชีวิต พอตอนเกษียณก็ต้องทนใช้ชีวิตกินอาหารถูกๆเพราะเดี๋ยวเงินหมด แถมเงินเฟ้อก็ยังทำให้ค่าเงินของคุณลดมูลค่าไปราวๆ 2-4% ต่อปี สุดท้ายถ้าคุณเงินหมดในวัยเกษียณ คุณก็ต้องหางานทำหรือไม่ก็ต้องสร้างธุรกิจใหม่อยู่ดี แล้วการเกษียณมันจะต่างอะไรจากตอนที่ไม่เกษียณ 2. ดอกเบี้ยและสภาพร่างกายเปลี่ยนไปได้ตามกาลเวลา การทำอะไรซ้ำๆกันวันละ 8 ชั่วโมงเพื่อล้มพับหรือรอเสพสุขตอนแก่เป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนๆผมหลายคนหน้าตาเหี่ยวย่นทั้งๆที่อายุยังน้อยเพราะทำงานกองมหึมาและอด นอน งานกับการพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในชีวิตหนึ่งถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นคุณพักผ่อนถึง 1 ใน 10 ของการทำงานหรือเปล่า เราไม่ควรทำงานหนักเพื่อสะสมความสุขยามเกษียณหรอก แถมประสิทธิภาพของคุณก็ขึ้นๆลงๆ คุณควรพักผ่อนและทำงานเฉพาะตอนที่คุณกำลังมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อสร้างผล ออกดอกและมีความสุขยิ่งกว่า 3. ทำน้อยไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ การทำงานเยอะแต่ส่วนใหญ่เป็นงานที่ไร้คุณภาพเป็นที่ยอมรับมากกว่าคนที่ทำงาน น้อยแต่มีประสิทธิภาพ บางคนเอาคุณภาพงานมาวัดด้วยเวลา ยิ่งนานแสดงว่ายิ่งขยัน การทำน้อยหลายๆครั้งสามารถสร้างผลงานได้มากกว่าการทำเยอะๆด้วยซ้ำ เศรษฐีมิติใหม่แม้จะทำงานในออฟฟิตน้อยกว่า แต่สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าคนที่ทำงานเยอะ 10 คน เน้นทำตัวให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ทำตัวให้ยุ่ง 4. จังหวะที่ดีที่สุดไม่มีในโลก ถ้าคุณอยากทำอะไรก็ลงมือเลย ติดขัดอะไรก็แก้ไขระหว่างทาง อย่ารอให้วันดีๆมาหาคุณโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไร โลกไม่ได้กลั่นแกล้งคุณแต่ก็ไม่ได้เอาความสำเร็จใส่พานมาให้คุณด้วย การรอโอกาสและใช้คำว่า “ซักวันหนึ่ง” มันจะทำให้คุณเอาความฝันลงหลุมไปพร้อมกับคุณ 5. ทำไปก่อนค่อยมาขอโทษทีหลัง […]

ขงเบ้งสอนเล่าปี่เกี่ยวกับเทคนิคการบริหารเวลา

ครั้งหนึ่งเล่าปี่ขอขงเบ้งให้แนะนำวิธีสร้างตนให้เป็นมหาเศรษฐีแห่งดินแดน  ขงเบ้งว่างานใหญ่เช่นนี้ต้องวางแผนและรู้จักบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เล่าปี่กล่าวว่า “ ข้าฯ เห็นด้วยในหลักการแต่ทว่าข้าฯมีงานมากมายที่ต้องทำทุกวันจนเวียนเกล้าเวียนศีรษะ ไม่เคยมีเวลาพอที่จะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้เลย “ ขงเบ้งบอกลูกน้องให้ไปเตรียมก้อนหิน ก้อนกรวด ก้อนทราย และน้ำจำนวนหนึ่งพร้อมถังเหล็กใหญ่หนึ่งใบ เล่าปี่ถามด้วยความแปลกใจ “ ท่านเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้เพื่ออะไร ” ขงเบ้งยิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมกับตอบด้วยคำถามว่า “ท่านบริหารเวลาด้วยวิธีใด” เล่าปี่ตอบว่า “ ข้าฯเคยคิดว่าข้าฯมีเทคนิคที่ดีอยู่แล้วคือใช้วิธีมอบหมาย ข้าฯมีผู้ช่วยอยู่รอบด้านตั้งแต่กวนอู เตียวหุย เจ้าหยุน ฯลฯ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ด้านต่างๆ แต่งานทั้งหลายก็ยังพันกันอีนุงตุงนัง ไม่สามารถปรับให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้นได้ เดิมข้าฯคิดว่าข้าฯ คือ แมลงวันไม่มีหัวอยู่ตัวเดียว แต่หลังการใช้ระบบมอบหมายงานกลับกลายเป็นว่า ปัจจุบันมีแมลงวันหัวขาดเป็นฝูง” ขงเบ้งฟังแล้วจึงเริ่มอธิบายว่า “ เทคนิคการบริหารเวลาสามารถแบ่งเป็นสูง กลาง และต่ำ สามขั้น  ขั้นต่ำเน้นการใช้เศษกระดาษบันทึก  ขั้นกลางเน้นการใช้แผนดำเนินงาน และตารางโปรแกรมประจำวันซึ่งสะท้อนความสำคัญของการวางแผน ส่วนขั้นสูงเน้นการจัดการโดยแบ่งแยกประเภทของหน้าที่การงานตามดีกรีความสำคัญของงาน เพื่อพิจารณาลำดับความเร่งด่วนในการจัดการงานดังกล่าว  ทั้งสามขั้นต่างมีเรื่องการมอบหมายงานเกี่ยวข้องอยู่ด้วยตามความต้องการของปริมาณและลักษณะเฉพาะของงานแต่ละชิ้น ” เล่าปี่สารภาพว่า “ หากพิจารณาตามการแบ่งขั้นของเทคนิคการบริหารเวลาแล้ว ข้าฯ ยอมรับว่าวิธีของข้าฯอยู่ที่ขั้นต่ำ เพราะใช้แค่สลิปบันทึก” ขงเบ้งชี้ไปที่ถังเหล็กกับกองวัสดุที่ผู้ช่วยได้เตรียมไว้มุมห้องพร้อมกล่าวว่า “ คำตอบของการบริหารขั้นสูงอยู่ในถังเหล็กใบใหญ่นี่แหละ!  ความจุของถังใบนี้ เปรียบเสมือนขีดความสามารถของคนคนหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง ก้อนกรวดเปรียบได้กับงานที่สำคัญและเร่งด่วน  […]